การเขียนบันทึกความรู้ต่างๆลงในใบลาน
เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสู่คนรุ่นหลังนั้นมีมานานแล้ว เป็นที่ทราบกันว่า
เทคโนโลยีการพิมพ์เริ่มชัดเจนเมื่อ วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1836 (พ.ศ.
2379) หนังสือไทยฉบับแรกที่พิมพ์ขึ้นในเมืองไทย
ซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า
การจัดพิมพ์ตัวหนังสือไทยในเมืองไทยเป็นครั้งแรก เป็นเวลา 150 ปี
แต่การพิมพ์หนังสือในไทยน่าจะมีมาก่อนแล้วในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะอ้างได้ว่ามีการพิมพ์หนังสือด้วยตัวหนังสือไทย
แต่อาจจะพิมพ์ด้วยตัวอักษรโรมัน มีหลักฐานพออ้างได้ว่าเมื่อ
ค.ศ.1662(พ.ศ.2205) มีคณะมิชชันนารีคาทอลิกฝรั่งเศสที่เข้ามา ในประเทศไทย
ได้พิมพ์หนังสือคำสอนทางศาสนาคริสต์เป็นภาษาไทย
และได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่ตำบลเกาะมหาพราหมณ์เหนือกรุงเก่าขึ้นไป
ส่วนอีกโรงอยู่ที่เมืองลพบุรี ต่อมาใน ค.ศ.1670(พ.ศ. 2213)
มิชชันนารีอีกผู้หนึ่ง
ชื่อลองกลัวส์ก็ได้คิดจัดตั้งโรงพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือไทย
จึงขอให้ทางประเทศฝรั่งเศสจัดส่งช่างแกะตัวพิมพ์มาให้เพื่อจะได้ทำการพิมพ์
คำสอนทางคริสต์ศาสนาเป็นภาษาไทยโดยใช้ตัวอักษรโรมัน
และมีจดหมายเหตุของบาทหลวงซึ่งได้เขียนไว้ในสมัยนั้น
เพื่อขอเครื่องพิมพ์สำหรับพิมพ์หนังสือเหมือนกับที่เขาทำกันแล้วในเมือง
มะนิลา แม้จะไม่ชัดว่าเครื่องพิมพ์ได้ถูกส่งเข้ามาในประเทศไทย
แต่ก็ดีพอเป็นพยานให้เห็นชัดว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้คิดที่จะตั้งโรงพิมพ์
ขึ้นในประเทศ แต่ถึงแม้ว่าจะได้มีการพิมพ์หนังสือเกิดขึ้นในสมัยนั้นจริง
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหนังสือเหล่นั้นหายสาบสูญไปหมดไม่เหลือร่องรอย
จึงได้แต่อ้างหลักฐานแวดล้อมกรณีพอเป็นแนวทางให้เห็นได้ว่าได้
มีการพิมพ์หนังสือเกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
แต่คงจะเป็นการพิมพ์โดยใช้ตัวพิมพ์อักษรโรมันเรียงพิมพ์ให้อ่านออกเป็นภาษา
ไทย ไม่ได้ใช้ตัวพิมพ์เป็นตัวหนังสือไทย ในยุคธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์นี้
การพิมพ์ได้ถูกนำเข้ามาในเมืองไทยอีกครั้งในสมัยพระเจ้าตากสิน กรุงธนบุรี
โดยบาทหลวงคาทอลิก ชื่อการ์โนลต์
ได้จัดตั้งโรงพิมพ์และพิมพ์หนังสือขึ้นที่วัดซังตาครูซ
ตำบลกุฎีจีนในจังหวัดธนบุรี
คงจะเป็นสมัยคาบเกี่ยวระหว่างรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
กับสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้มีการจัดพิมพ์หนังสือ
คำสอนคริสตังใน ค.ศ.1796 (พ.ศ. 2339)
ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์ในเมืองไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
แต่การเป็นหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มแรกในเมืองไทยนั้น คงจะอ้างเต็มที่ไม่ได้
เพราะถ้าจะพูดถึงการเอาตัวหนังสือโรมันมาพิมพ์เป็นภาษาไทยเป็นเล่มหนังสือ
ขึ้นมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
บุคคลสำคัญในประวัติการพิมพ์ของไทยอีกคนหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ นางจัดสัน
(Nancy Judson)
ซึ่งเป็นมิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในเมืองย่างกุ้งของ
ประเทศพม่า
มีความสนอกสนใจในภาษาไทยจึงได้ทำการหล่อตัวพิมพ์เป็นภาษาไทยขึ้นเป็นครั้ง
แรกในปี พ.ศ. 2356 หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สองไปแล้วราว 40 กว่า ปี
แต่ต่อมาตัวพิมพ์ชุดนี้ยังไม่ทันได้ใช้งาน
ก็ถูกซื้อไปเก็บไว้ที่ประเทศสิงคโปร์โดย โดยมิชชันนารีคณะ American Board
of Commissioners for Foreign Missions อันเป็นคณะมิชชันนารี ที่
หมอบลัดเลย์ได้เข้ามาสังกัดอยู่ และภายหลังได้ใช้ชุดหล่อตัวพิมพ์ชิ้นนี้
พิมพ์หนังสือภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรกจนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการ
พิมพ์ของไทย จากประวัติที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
จึงอาจกล่าวได้ว่าคนสำคัญที่นำกิจการพิมพ์เข้ามาในเมืองไทย
เริ่มก่อให้เกิดการพิมพ์ขึ้นและแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางจะต้องยกให้ว่า
คือ หมอบรัดเลย์ ชื่อเต็ม Dr. Dan Beach Bradley M.D. เกิดในวันที่18
กรกฏาคม ค.ศ.1808 (พ.ศ. 2351) ต่อมาในปีพ.ศ. 2385
หมอบลัดเลย์ได้หล่อชุดพิมพ์ขึ้นมาใหม่
และในอีกสองปีต่อมาหมอบลัดเลย์ได้ใช้ชุดพิมพ์ตัวใหม่นี้
จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์รายเดือนภาษาไทยฉบับแรกขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่าชื่อว่า
บางกอกรีคอเดอ (Bangkok Recorder) ออกวางจำหน่าย
ซึ่งถือเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกที่มีขึ้นในประเทศไทย
แต่หนังสือพิมพ์เล่มดังกล่าวก็อยู่ได้ไม่นานต้องปิดตัวไป
เพราะเป็นช่วงเวลาที่ภรรยาของหมอบลัดเลย์สิ้นชีวิตพอดีทำให้การดำเนินกิจการ
หนังสือพิมพ์รีคอเดรอ์ไม่สามารถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
จึงต้องหยุดลงชั่วคราวโดยหมอบลัดเลย์ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศของตนเป็น
ระยะเวลาหนึ่งและได้แต่งงานใหม่ก่อนจะกลับคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้ง
กลับมาคราวนี้หมอหมอบลัดเลย์ได้ลาออกจาก American Board of Commissioners
of Foreign Missions เข้ามาย้ายไปสังกัดองค์กร American Missionary
Association (AMA) แทน การพิมพ์ของไทยมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ
ภายหลังที่หมอบรัดเลย์ได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทยแล้วก็ได้
มีคนอื่นๆ ได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นตามลำดับ ตอนแรกๆ โรงพิมพ์
ที่ตั้งขึ้นใหม่เป็นโรงพิมพ์ของพวกฝรั่ง
และเมื่อได้ตั้งขึ้นแล้วก็ได้ออกหนังสือพิมพ์แข่งขันกับหมอบรัดเลย์
ปัจจุบันได้กลายเป็นอุตสาหกรรมการพิมพ์เต็มรูปแบบและมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้น
เรื่อยๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการ ของคนได้ในทุกกลุ่ม
ทั้งเป็นเรื่องของความรู้ความบันเทิง
และตอบสนองได้แม้กระทั่งความสนใจเฉพาะทาง แต่ความรู้เหล่านั้น
จะถ่ายทอดถึงกันไม่ได้เลยหากเราเลือกที่
จะวางหนังสือไว้อย่างเงียบๆบนชั้นหนังสือโดยที่ไม่ได้เปิดออกอ่าน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น